” ขณะแห่งกาลเวลาได้เคลื่อนสืบต่อกันนับค่าได้เป็นวาระแห่งวันเดือนปี เมื่อจิตหยั่งลงในปัจจุบันขณะ ก็สัมผัสได้ถึงความงดงามแห่งอิสรภาพทีเรียบง่ายบนโลกภิภพที่ไม่รู้พักไม่รู้หยุด เคลื่อนไป ล่องลอยไปในห้วงอนันตภาพแห่งอวกาศอันไกลโพ้น
อดีตและอนาคตภาวะนั้นในความรู้สึกของฉันมันเป็นเพียงปรากฏการณ์แห่งสังขารขันธ์ที่เกิดดับสืบต่อกัน เป็นภาวะที่จบสิ้นในตัวมันเองในปัจจุบันขณะ หาสาระแก่นสารมิได้
ด้วยพลังแห่งสติและสัมปชัญญะคุณจะรู้สึกสัมผัสได้กับอิสรภาพนี้ มันมิได้แตกต่างกันเลยไม่ว่าคุณจะเป็นใครหรืออยู่ ณ ที่ไหนในอนันตจักรวาล
แต่เพราะดวงจิตที่ถูกครอบงำด้วยอวิชชาจึงได้หลงเข้าไปยึดในปรากฏการณ์ตัวปรุงแต่ง เริ่มต้นที่ตัณหา
เข้าไปร้อยรัดภาวะแห่งความสืบต่อของขณะ มันได้จำลองโดยสร้างมิติแห่งกาละขึ้นมาเป็นภาพลักษณ์แห่งอัตตาและหยั่งรากระดับลึกฝังแน่นในพื้นจิตด้วยอำนาจแห่งอุปาทาน จิตจึงเคลื่อนไปพร้อมกับการเคลื่อนของกลุ่มพลังงานที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง
วังวนที่จิตเวียนวนในกลแห่งสังสารวัฏฏ์มันถูกล่อด้วยเหยื่ออันโอชารสของสุขเวทนา ไม่กี่ขณะก็ทุกข์ทรมานกับพิษเบ็ดของทุกขเวทนา!…
ศาสตร์และองค์ความรู้ใดที่ช่วยปลดเปลื้อง ปลดปล่อยจิตให้อิสรภาพจากอาณาจักรภพอันลวง ข้าฯรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก จึงขอนพนอบ ขอบพระคุณ คารวะต่อผู้ที่ค้นพบและขอสดุดีคารวะยิ่งต่อผู้รับมอบมรดกอันล้ำค่าที่พากเพียรสืบทอดกันมาจนถึงยุคปัจจุบันสมัย ขอคารวะ ขอคารวะ ขอคารวะ
บนเส้นทางแห่งสังสารวัฏฏ์ ขอเมฆหมอกแห่งความทุกข์เข็ญ ความยากลำบากนานา จงมลายสิ้นไปด้วยอำนาจแห่งปัญญาที่หยั่งรู้ในอริยสัจธรรมอันไม่เปลี่ยนแปลงด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ”
- อ.ปิยทัสสี ภิกขุ
